Saturday, May 9, 2015

ทีมที่ทำงานได้ ไม่ได้หมายความว่า... “ทำงานเป็นทีม” ‪#‎ตอนที่‬ 2

ทีมที่ทำงานได้ ไม่ได้หมายความว่า... “ทำงานเป็นทีม” ‪#‎ตอนที่‬ 2
ในตอนที่ 1 เราทิ้งท้ายกันไว้ที่บุคลิกหรือพฤติกรรมที่เป็นที่พึงประสงค์ของเพื่อร่วมทีม 8 ประเภท Plant, Resource Investigator, Coordinator, Shaper, Monitor Evaluator, Team worker, Implementer และ Completer ซึ่งเปรียบได้กับพรรณไม้ประเภทต่างๆ 8 ชนิด คือ
1.Plant พวกไม้ยืนต้น เป็นลักษณะคนซ่อนคม มักจะไม่กล้าพูด ขี้อาย เงียบ (Brilliant but silent ) เหมือนต้นไม้ในสวนที่ทุกคนรู้ ทุกคนเห็น ว่ายืนต้นอยู่แต่จะมีประโยชน์เมื่อมันออกดอก ออกผล ให้ชื่นชมเปรียบเหมือนคนที่เงียบมาตลอด เพื่อนจะรู้ว่าฉลาดก็ต่อเมื่อถูกกระตุ้นให้เสนอความเห็นหรือลงมือทำ

2.Resource Investigator เป็นพวกไม้เลื้อย เพราะคล่อง เข้าสังคมง่าย จึงมีเพื่อนเยอะ ไม่ค่อยมี idea แต่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ โดยการพาไปหาคนที่ช่วยได้ เป็นลักษณะ network connection ให้กับทีม
3. Coordinator หรือพวกไม้หอม ช่วยประสานสมาชิกในทีม ช่วยผ่อนคลาย เปิดโอกาส เปิดประเด็นให้สมาชิกเสนอความเห็น เช่นบทเลขากลุ่ม หรือประธาน
4. Shaper หรือ real leader ,pusher เป็นคนที่ต้องการผลสำเร็จของงานสูง ค่อนข้างเผด็จการ เพราะต้องการให้งานเสร็จโดยเร็ว หรือพวกไม้ดอก สวยกลิ่นฉุน เก็บมาดมนานๆไม่เหมาะ เพราะจะเวียนหัวเอาได้
5. Monitor evaluator ลักษณะช่างสังเกต รอบคอบ สอดส่องผลดี ผลเสีย แต่ออกจะขี้ระแวงและระมัดระวังเพราะรอบคอบมากเกินไป บางครั้งเหมือนคนคิดมากจนมองโลกแง่ร้าย เพราะกลัวพลาด เป็นพวกไม้มีหนามทั้งหลายที่สวยดูดีแต่เข้าใกล้ยาก เพราะมีหนามแหลมสร้างเป็นเกราะป้องกันตัวไว้
6. Team worker พวกนี้เหมือนไม้ป่าชายเลนที่ปรับตัวได้ดี เป็นคนประนีประนอม ระมัดระวังข้อขัดแย้ง รวมไปถึงคนห้ามทัพถ้าคนในกลุ่มเกิดขัดแย้งกัน ส่วนใหญ่มักจะเกิดระหว่าง Shaper กับ Monitor evaluation เพราะฝ่ายหนึ่งเผด็จการ เพราะต้องการให้งานเสร็จไว อีกฝ่ายคิดมากระมัดระวังจึงใช้เวลามากคิดให้รอบคอบ ไม่กล้าเสี่ยง
7. Implementer เป็นพวกที่มีความสามารถในการแปลงทฤษฎีให้เป็นภาคปฏิบัติ รู้จักทำเรื่องนามธรรมให้เป็นรูปธรรม เป็นบทบาทของหน้าที่ chairman ที่ต้องแปลความคิดไปสู่การปฏิบัติ มักจะเป็นคนสุขุม และสมาชิกพึ่งพาไว้ใจ ให้ความศรัทธา เปรียบเป็นไม้ป่าเบญจพรรณ ที่เติบโตงอกงาม อยู่รอดและมั่นคง ได้ด้วยตัวเองเพราะกลมกลืนกับธรรมชาติ
8.Completer หรือ Finisher มักจะเป็นคนเฉื่อยในตอนต้น คอยให้เพื่อนสมาชิกเริ่มทำงานไปก่อน ส่วนตัวเองรอจนเริ่มมองออกเป็นรูปเป็นร่าง แล้วจึงจะลงมือ ซึ่งอาจจะถูกมองได้ว่าเป็นคนฉวยโอกาส แต่อีกนัยหนึ่งอาจเป็นเพราะตามกลุ่มไม่ทันว่าควรทำอะไร ไม่รู้วิธีการ แต่ Completer หรือ Finisher เป็นบทบาทที่สำคัญเพราะจะเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องการคุมเวลาให้งานเสร็จทันเวลา เป็นคนมี time management ที่ดี หรือจะเรียกได้อีกชื่อว่าพวกไม้กวาด เพราะถึงแม้จะไม่ใช่พรรณไม้ แต่สะท้อนภาพบทบาทผู้ปิดจ๊อบงานได้เป็นอย่างดียิ่งเมื่อใช้คู่กับไม้ตักผง เก็บงานได้อย่างชัดเจนเป็นกอบ เป็นกอง
พฤติกรรมหรือบทบาททั้ง 8 ประเภทนี้ มีข้อดี-ด้อย คละกันอยู่ในแต่ละแบบ สมาชิกในทีมแต่ละคนอาจมีบทบาทเดียวตลอดงาน หรือใน 1 คนอาจเปลี่ยนบทบาทไปตามสถานการณ์ ข้อบ่งชี้ว่าคนเราจะเลือกบทบาทไหนคือ เราสามารถทนกับบทใดบทหนึ่งได้นานขนาดไหน เมื่อคนอื่นๆในทีมแสดงปฏิกิริยาตอบโต้ขึ้นมา เช่น shaper จะเผด็จการตลอดไปไม่ได้ เพราะคงทนไม่ได้กับการถูก anti ก็จะเปลี่ยนไปเป็น implementer, coordinator หรือ team worker โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีทั้ง 8 บทบาทได้ในคนๆเดียว นับว่าคนๆนั้นเป็นคนมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพการทำงานสูงมาก เพราะมีความคล่อง มีไหวพริบ ดังนั้น หากทีมใดมีสมาชิกในทีมที่สามารถปรับตัวสลับบทบาทกันได้ครบ 8 บทบาทนี้ได้อย่างเหมาะสม ก็ย่อมจะเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพเช่นกัน

Wr: Sara naowaratt
เรียบเรียงจาก การอบรมหลักสูตร Industrial Management, Masstricht , The Netherland

การวิเคราะห์ลูกค้า…..เพื่อค้นหาทะเลสีครามที่มีอยู่จริง

การวิเคราะห์ลูกค้า…..เพื่อค้นหาทะเลสีครามที่มีอยู่จริง
ก่อนจะมาทำการวิเคราะห์ลูกค้า.... ลองทำเข้าใจลูกค้ากันหน่อยนะค่ะ เริ่มกันด้วยการตอบคำถาม ???
“คุณรู้จัก คุณเข้าใจ คุณรู้ความต้องการ ลูกค้าของคุณ ดีแค่ไหน” หากคุณไม่สามารถตอบโจทย์นี้ได้ คุณย่อมเสียเปรียบในการดำเนินธุรกิจอย่างแน่นอน ดังนั้น การวิเคราะห์ลูกค้าจึงเป็นตัวช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถตอบ
สนองลูกค้าได้ตรงจุด ตรงเป้าหมาย ตรงความต้องการ


แล้วเราจะวิเคราะห์ลูกค้าอย่างไร??? วิธี 6 W และ 1H ช่วยคุณได้
Who? ลูกค้าเราเป็นใคร หรือเราต้องการขายสินค้าให้ลูกค้ากลุ่มไหน เพศหญิง หรือเพศชาย วัยรุ่น เด็ก หรือผู้ใหญ่ หรืออาจจะเป็นคนจนผู้มีรายได้น้อย ซึ่งจะทำให้รูปแบบการผลิตสินค้าแตกต่างกันไปตามกลุ่มลูกค้า
What ? ลูกค้าเราต้องการซื้ออะไร เช่น การที่ลูกค้าเข้าไปในร้านอาหาร อาจจะมีสาเหตุมากกว่าความหิว บางท่านอาจต้องการสถานที่สำหรับเจรจาธุรกิจบางท่านต้องการ สังสรรค์กับเพื่อนฝูงความหลากหลายทำให้เรากลับมาคิดว่า เราต้องการตอบสนองลูกค้ากลุ่มใด คำตอบของคุณจะเป็นที่มาของการนำเสนอต่าง ๆ แก่ลูกค้า โดยเฉพาะเรื่องการสร้างบรรยากาศ
When ? ลูกค้าซื้อสินค้าเมื่อไร วันธรรมดา เสาร์-อาทิตย์ ช่วงเช้าหรือเย็น หรือเทศกาลอะไร ร้านเบเกอรี่จะงานหนักในช่วงปีใหม่ทำนองเดียวกันกับที่เจ้าของ ร้านถ่ายรูปจะทำงานแทบไม่หวาดไม่ไหวและเจ้าของร้านดอกไม้ จะยิ้มไม่หุบในช่วงวันรับปริญญา ปัจจัยเรื่องช่วงเวลา มีผลให้ความต้องการของลูกค้าต่างออกไป เช่น ในช่วงพักเที่ยง ลูกค้าในย่านสำนักงาน ต้องการร้านอาหารที่บริการรวดเร็ว ราคาไม่แพง เพราะมีเวลาน้อย แต่กลุ่มลูกค้าเดียวกัน อาจมองหาร้านอาหารบรรยากาศสบาย ๆ ไม่เร่งรีบสำหรับการสังสรรค์หลังเลิกงาน ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้คุณๆ จัดรายการส่งเสริมการขาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รีสอร์ตที่เสนอส่วนลดพิเศษในวันธรรมดา หรือร้านอาหารที่ลดกระหน่ำในบางช่วงของวัน มักอาศัยข้อมูลเรื่อง When เป็นส่วนสำคัญ ประกอบการพิจารณา
Why ? ลูกค้าซื้อสินค้าเราไปทำอะไร หรือสิ่งใดคือเหตุผลจูงใจให้ลูกค้ามาอุดหนุนเรา เช่น คนที่เวลาซื้อสินค้าประเภทแบรนด์ซุปไก่ มักจะซื้อไปฝากบุคคลที่เคารพรัก โดยอาจจะยังไม่ตระหนักดีว่าจะต้องกิน แต่ถ้าซื้อไปเป็นของฝากออกจะดูแล้วมีระดับก็เป็นไปได้ ดังนั้นจะเห็นได้ว่า มีสินค้าบางรายการออกมาโฆษณาว่าสำหรับคนที่คุณรัก
Where ? เป็นการทำความเข้าใจกับพฤติกรรมการซื้อของลูกค้าว่า ท่านทั้งหลายนิยมซื้อสินค้า ชนิดนั้นๆที่ไหน เราจะได้นำสินค้าไปวางจำหน่ายได้ถูกที่ จะเห็นได้ว่า ปัจจุบันนี้ สินค้าเช่นผักสดนิยมใส่ถุงหรือหีบห่อที่สวยงาม ติดตรายี่ห้อ หรือจะเรียกให้ดูดีหน่อยก็คือ ติดแบรนด์นั่นเอง ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้น ซึ่งก็จะเหมาะสำหรับลูกค้าที่ค่อนข้างมีรายได้ ซึ่งก็คุ้มค่าเพราะรับประกันได้เลยว่า แพงหน่อยแต่ก็สบายใจกว่ากันเยอะ
How ? สินค้าที่ขายให้ลูกค้ามีกระบวนการตัดสินใจแตกต่างกันออกไป อย่างพวกบ้าน รถ ที่ดิน หรืออย่างอื่นๆ ที่เปลี่ยนกันไม่ได้บ่อยๆ ก็ต้องหาข้อมูลนาน ชั่งใจกันหลายรอบ ในขณะที่ของบางอย่างอาจถูกตัดสินอนาคตด้วยอารมณ์ลูกค้าในขณะนั้นๆ ซึ่งบางส่วนอาจมีสาเหตุมาจากแรงกระตุ้น ณ จุดขาย เช่น การตกแต่งพื้นที่ขาย หรือการลดกระหน่ำ พวกน้ำหอม เสื้อผ้า เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้ วิธีการชำระเงินก็สำคัญครับ ถ้าคุณขายเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ต่างจังหวัดที่ลูกค้าส่วนใหญ่นิยมซื้อสินค้า ด้วยระบบเงินผ่อน ก็น่าจะตอบสนองตรงนั้นให้ได้ตรงจุด จะได้ไม่เสียลูกค้า
Whose participation ? บางครั้งคนตัดสินใจซื้อไม่ได้มีแค่คนเดียว ดังนั้น การมุ่งตอบสนองเฉพาะคนจ่ายเงินอาจยังไม่เพียงพอตัวอย่างที่ พบเห็นทั่วไป คือ การที่ภรรยามักมีบทบาทในเรื่องการเงินทองของครอบครัวค่อน ข้างสูง บ่อยครั้งที่อิทธิพลของพวกเธอ จะแผ่มาถึงการตัดสินใจซื้อสินค้าต่าง ๆ ของสามีและลูก ๆ
จะเห็นได้ว่า เพียง เทคนิค 7 ประการ สำหรับการทำความเข้าใจลูกค้า “ใครคือลูกค้า ลูกค้าต้องการซื้ออะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่างไร และใครบ้าง คือผู้มีอิทธิพลในการตัดสินใจซื้อ” จะทำให้คุณขายสินค้าได้ไม่ยากเลย….

ทีมที่ทำงานได้ ไม่ได้หมายความว่า..... “ทำงานเป็นทีม” ‪#‎ตอนที่1‬

ทีมที่ทำงานได้ ไม่ได้หมายความว่า..... “ทำงานเป็นทีม” ‪#‎ตอนที่1‬

                เรามักจะเชื่อว่าการทำงานบางเรื่องที่คนๆเดียวไม่สามารถรองรับความยุ่ง ความยาก ความละเอียด กระบวนการ ขั้นตอนของงานที่มีมาก จนประเมินแล้วว่าต้องอาศัยความสามารถที่หลากหลายด้านมาช่วยกันเพื่อให้งานสำเร็จลงได้ ก็มักจะฟอร์มทีมงานขึ้นโดยดึงเอาคนที่มีคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันมารวมไว้ในทีมงาน แล้วก็คาดหวังว่า แต่ละคนจะช่วยกันเติมเต็มในส่วนที่ขาด สามารถขับเคลื่อนกระบวนการทำงานไปได้ด้วยดี แต่ในชีวิตจริงเรามักจะพบว่า ทีมที่ทำงานได้ ไม่ได้หมายความว่า“ทำงานเป็นทีม”
ปรากฏการเช่นนี้มักจะประสพพบเห็นกันบ่อยๆ เพราะเกิดการสมยอมกันในทีมงาน คนที่เป็นหลักคือกลุ่มคนที่มุ่งให้งานสัมฤทธิ์เสร็จสิ้นตามความรับผิดชอบ จะมุ่งทำงานยอมเหนื่อยงานดีกว่าหนักใจเหนื่อยเรื่องคนในทีม ดังนั้นการเลือกคนร่วมทีมจึงต้องพิจารณามากกว่าความสามารถส่วนบุคคลอย่างเดียว แต่ควรคิดถึงทัศนคติและทักษะการสร้างความสัมพันธ์เพื่ออยู่ร่วมกันด้วย
โดยทั่วไปบุคลิกภาพของแต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะ ของตนที่สามารถส่งผลให้เกิดสถานการณ์ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งความแตกต่างนี้ เมื่อมาผสมผสานกันก็จะสามารถสร้างได้ทั้งประโยชน์ และยังสามารถก่อให้เกิดปัญหาที่สำคัญต่อการประสานงานและการทำงานได้เช่นกัน เช่น การที่มีอคติต่อบุคคลอื่น ความมั่นใจในตนเองที่สูง ซึ่งคุณลักษณะหรือ บุคลิกภาพที่แตกต่างกันนี้สามารถส่งผลกระทบต่อผลงานและประสิทธิภาพของทีมงานได้
พฤติกรรมหรือบทบาทของคนในทีมที่มีส่วนผสมลงตัว มีอยู่ 8 ประเภท คือ Plant, Resource Investigator, Coordinator, Shaper, Monitor Evaluator, Team worker, Implementer และ Completer ... ในตอนต่อไปเราจะมาทำความเข้าใจกับ “เตอร์” ทั้งหลายนี้กัน...โปรดติดตาม

Wr: Sara naowaratt
เรียบเรียงจาก การอบรมหลักสูตร Industrial Management, Masstricht , The Netherland

Wednesday, April 22, 2015

Blue Ocean กับธุรกิจ SMEs.... ในยุค Digital Economy ตอนที่ 2

Blue Ocean กับธุรกิจ SMEs.... ในยุค Digital Economy ตอนที่ 2



การพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ท้องตลาด หรือเรียนกว่าผลิตภัณฑ์ใหม่ (New Product) สามารถทำได้ภายใต้เงื่อนไข 3 ข้อด้วยกัน คือ - สินค้าที่เป็นนวัตกรรมหรือสินค้าใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในท้องตลาด - สินค้าที่พัฒนาให้ดีขึ้นจากสินค้าเดิมที่มีอยู่อาจเปลี่ยนแปลงรสชาติ สี กลิ่นของตัวสินค้า หรือบรรจุภัณฑ์เพื่อให้เกิดความน่าสนใจมากขึ้น - สินค้าลอกเลียนแบบ เห็นกระแสตลาดตอนนี้ว่าทำแล้วจะขายได้ก็ทำให้เหมือนตามท้องตลาด ซึ่งข้อสุดท้ายนี้จะเป็นการสร้างสินค้าใหม่ที่ไม่ยั่งยืน และเหน็ดเหนื่อยต่อการทำการตลาดเป็นอย่างมาก
โดยการพัฒนาสินค้าใหม่นั้น ต้องผ่านกระบวนการพัฒนา 8 ประการด้วยกัน จึงจะเป็นบทพิสูจน์ขั้นต้นว่าสินค้านั้นๆ จะขายได้จริง ซึ่งประกอบด้วย 1. แนวความคิดใหม่ในการสร้างสินค้า อาจรวบรวมจากประสบการณ์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการ เช่น ผู้บริหาร พนักงานฝ่ายการตลาด การผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายวิจัยและพัฒนา หรืออาจหาข้อมูลที่มีผู้ทำไว้แล้ว เช่นในอินเตอร์เน็ต หรือซื้อผลงานวิจัยหรือข้อมูลที่มีอยู่แล้วก็ได้ 2. การประเมินความเป็นไปได้และเลือกแนวที่เห็นว่าดีและเป็นไปได้ที่สุดจากปัจจัยต่างๆ 3. การทดสอบแนวคิดกับกลุ่มเป้าหมายถึงความรู้สึกและการยอมรับเสียก่อนเพื่อการพัฒนาให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริง 4. การพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดคือการใช้เครื่องมือทางการตลาดต่างๆ เช่น การวิเคราะห์ 5 forces การเลือกตลาดเป้าหมาย ส่วนแบ่งและการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ของเราเทียบกับคู่แข่ง เพื่อการวางกลยุทธ์ของ 4 P’s ด้านราคา ด้านสินค้า ด้านทำเลที่ตั้งและด้านโปรโมชั่นที่ทุกคนรู้จักเป็นอย่างดี หรือจะเสริม P อื่นๆเข้าไปอีกก็แล้วแต่หลังจากนั้นก็เข้าสู่กระบวนการที่ 5. การวิเคราะห์สภาพทางธุรกิจ คือการลองประมาณการสถานการณ์ยอดขาย รายได้ รายรับ ต้นทุน กำไรต่างๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจ 6. การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากแนวคิดให้เป็นสินค้าตัวอย่าง (Prototype) 7. ทดสอบตลาดกลับลูกค้าเป้าหมายและปรับปรุงจนมั่นใจว่าขายได้ และสุดท้าย 8. การดำเนินธุรกิจ นั่นก็คือการกระจายสินค้าของเราออกสู่ท้องตลาดตามที่วางแผนไว้และคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
กระบวนการทั้ง 8 ข้อนี้น่าจะเพียงพอต่อการคิดที่จะเปิดตลาดสินค้าใหม่ในเบื้องต้น แต่การที่จะผลิตสินค้าอะไรก็แล้วแต่ ต้องนึกถึงลูกค้าเป็นสำคัญ เพราะถ้าผู้ผลิตคิดแต่สินค้าที่ตนเองชอบ แต่ลูกค้าไม่ซื้อ ก็ป่วยการนะครับ !!! ตอนต่อไปพบกับการวิเคราะห์ลูกค้า เพื่อค้นหาทะเลสีครามที่มีอยู่จริง !!!
Wr. Chumnew Chillout

Saturday, April 18, 2015

ลูกค้า คือ พระเจ้า จริงรึ ???

ลูกค้า คือ พระเจ้า จริงรึ ??? 



เท่าที่เคยได้ยินมา พระเจ้า คือ ผู้ให้ ผู้อภัย ผู้ไถ่บาป ...
เราเคยเจอลูกค้าที่เป็น ผู้ให้ ผู้อภัย ผู้ไถ่บาป กันบ้างรึไม่
ลองนึกถึงตัวเราเอง ในบทบาทของผู้ซื้อ ก่อนจะควักกระเป๋าจ่ายเงินซื้อสินค้าซักชิ้น พินิจ พิจารณา ทั้งติ ทั้งชม แต่มักจะติ มากกว่า เพราะไม่อยากให้คนขายรู้สึกเป็นต่อ ขายได้ง่ายเกินไป ก็ดูจะไม่ต้องออกแรงทำงานกันคนซื้อก้อมักจะได้ที ได้โอกาสเล่นตัว ตินั่น ตินี่ ติโน่น รอจังหวะขอต่อราคานั่นเอง คนขายที่ทำการบ้านงานขายมาอย่างดีนั้น ในสมองเตรียมคำชี้แจงเพื่อตอบโต้พลิกสถานการณ์ให้ราคากลับไปอยู่ที่เดิมให้ได้
นักขาย ไม่ใช่คนพูดเก่ง พูดน้ำไหลไฟดับ จนลูกค้า งง สับสน กับสรรพคุณของสินค้า หลอกล่อ จนลูกค้าซื้อแบบ งงๆ แต่นักขายที่ดีต้องเป็นคนฟังให้ได้ใจความ เพื่อการวิเคราะห์ความต้องการ และความจำเป็นของลูกค้า เราจะได้รู้จักลูกค้าของเราได้ดีขึ้น และเพื่อสนองตอบให้ได้ตรงความต้องการของลูกค้า
ฟัง ในศัพท์ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “ Listen ”..
ฟัง ”...ไม่ใช่แค่ได้ยิน 
ถ้าฟังแล้วเก็บประเด็นได้ครบ 10 จึงจะเรียกว่า ฟัง .. 
เพราะ คำมันก็บอกชัดเจนว่า
List …ten !.!.!

Cr: Sara Naowaratt
เรียบเรียงจากการบรรยาย # ผศ.ดร.ระพีพร ศรีจำปา หลักสูตร # Happy Sellingplace # สังคมการประกอบการ

Team Work นั้นสำคัญไฉน

Team Work นั้นสำคัญไฉน 


ในปัจจุบันการทำงานเพื่อให้ได้ผลสัมฤทธิ์มีมากมายหลายวิธี แต่วิธีหนึ่งที่หลาย ๆ คนรู้จักและนำไปใช้มากที่สุดวิธีหนึ่งคือ รูปแบบการทำงานเป็นทีม หรือ Team work ซึ่งจะเป็นการทำงานแบบไหนนั้น ทำไมในหลาย ๆ องค์กรจึงเลือกไปใช้ในองค์กรของตนเอง เมื่อกล่าวถึงรูปแบบการทำงานที่คนส่วนใหญ่ยอมรับกันว่าสามารถสร้างประโยชน์อย่างมากมายให้กับองค์กร แน่นอนว่าต้องไม่ใช่วิธีการที่ต่างคนต่างมุ่งแต่จะทำงานของตนให้เสร็จโดยไม่สนใจผู้อื่น ซึ่งอาจจะส่งผลทางลบมากกว่าทางบวก ซึ่งส่วนทางกับการทำงานเป็นทีมซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง การทำงานเป็นทีม ควรจะต้องเริ่มจากการสร้างทีมงานที่มีส่วนผสมที่เหมาะสม ผสมผสานกัน ซึ่งประกอบด้วย นักคิด นักจัดองค์กร นักปฏิบัติการ และอื่น ๆ ที่จะสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนที่เก่งไปทุกด้าน ซึ่งการทำงานเป็นทีม ควรเริ่มจาก Take care โดยสมาชิกในทีมจะต้องมีความห่วงใยซึ่งกันและกัน Enjoy มีความสุขในงานที่ทำร่วมกัน รวมถึง Abide เคารพ กฎกติกา มารยาทต่อกันตามที่ได้ตกลงกันไว้ และเมื่อเกิดปัญหาจะต้อง Meeting หันหน้าเข้าหากันเมื่อเกิดปัญหากัน ความถนัดที่แตกต่างกันและมาทำงานร่วมกันจะเป็นส่วนสำคัญที่จะเป็นแรงผลักดันในการแก้ปัญหาในการทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายที่ Willingness เกิดความพึงพอใจกันร่วมกัน รวมถึงการสร้าง Opportunity โอกาสการทำงานร่วมกัน ซึ่งไม่ว่าจะเกิดปัญหาใหญ่ หรือ เล็ก ก็จะเป็นเวทีในการทำงานร่วมกัน ซึ่งก่อนที่จะเริ่มคิด ปรึกษา หารือ ร่วมกัน จำเป็นที่จะต้องเกิดการ Recognition ยอมรับซึ่งกันและกัน หรือการเปิดใจยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกันก่อน แล้วต่อด้วยการแนะนำแนวทางในการแก้ปัญหาจากแต่ละคน ซึ่งมีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกัน ทำให้เป็นโอกาสหรือเวทีแห่งการ Knowledge Transfer ถ่ายโยงความรู้ซึ่งกันและกัน เป็นการส่งเสริมให้สมาชิกที่มี ความรู้ ความสามารถ ทัศนะคติ อุปนิสัย ที่แตกต่างกันสามารถที่ทำงานร่วมได้ ทำให้เกิดประสบผลสัมฤทธิ์ร่วมกันส่งผลให้องค์กรได้มีทีมงานที่มีประสิทธิภาพที่สามารถนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายหรือ KPI ที่กำหนดไว้ได้ตามที่ตั้งใจ และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาชิกใน Team ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน ร่วมถึงการเปลี่ยนแปลงทัศนะคติของสมาชิกให้มองผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนผลประโยชน์ส่วนตัว กล่าวก็คือ Team work สามารถสร้างและพัฒนาทั้งองค์กร และบุคลากรในองค์กรให้เป็นคนดี และคนเก่งได้ในเวลาเดียวกัน ดังคำกล่าวที่ว่า อุปสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ ก็พ่ายแพ้ หัวใจ ที่รวมเป็น หนึ่งเดียว
Cr. http://www.local.moi.go.th/team.html การทำงานเป็นทีม
http://www.bablog.mju.ac.th/TEAMWORK.pdf/ 
TEAMWORK
สูตรแห่งความสาเร็จของทีมขาย
Wr.
นายณัฐพล ชุณหกาญจน์


Monday, April 13, 2015

Blue Ocean กับธุรกิจ SMEs.... ในยุค Digital Economy ตอนที่ 1 # facebook : สร้างสังคม ผู้ประกอบการ

Blue Ocean กับธุรกิจ SMEs.... ในยุค Digital Economy ตอนที่ 1



การดำเนินธุรกิจในยุค Digital Economy ของธุรกิจของขนาดกลางและขนาดย่อม (Small and Medium Enterprises; SMEs) นั้น จะต้องปรับตัวให้เท่าทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ด้วยการสร้างกลยุทธ์และวิธีการที่แตกต่างจากเดิม ด้วยการนำกลยุทธ์ Blue Ocean ที่เน้นการหลีกเลี่ยงการแข่งขันแต่จะพยายามสร้างตลาดหรือสินค้าใหม่ๆ นั่นก็คืออุตสาหกรรมหรือธุรกิจทั้งหมดที่ยังไม่มีในทุกวันนี้ คือพื้นที่ว่างในการตลาดที่ยังไม่รู้จัก (unknown market space) เพื่อจะเจาะตลาดกับลูกค้าใหม่ มุมมองเดิมๆของทะเลสีครามที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่ทะเลแห่งใหม่ได้เกิดขึ้นในยุคปัจจุบันและเป็นโอกาสในอนาคต คือการทำธุรกิจผ่านเครื่องมือ Social Media Marketing (SMM) หรือ การทำการตลาดบนสังคมออนไลน์ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจของเราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงตามกลุ่มเป้าหมาย รวดเร็วทันใจ และช่วยในการประชาสัมพันธ์ทางการตลาด เพื่อให้เกิดการบอกต่อในคนหมู่มากได้อย่างง่ายขึ้น รวมทั้งยังช่วยกระตุ้นในการสั่งสินค้าเพิ่มขึ้นอีกด้วย จะเห็นได้ว่า SMEs จะต้องสร้างจุดขายสินค้าให้มีความแตกต่างจากคู่แข่งผ่านเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อจะได้สามารถอยู่รอดท่ามกลางธุรกิจที่มีการแข่งขันที่สูงในสถานการณ์ปัจจุบัน

ถ้าไม่อยากเหนื่อยกับการวิ่งไล่หรือแย่งชิงส่วนแบ่งจากเจ้าตลาด หาทางช่องทางและสินค้าใหม่ซะในวันนี้ เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดในอนาคต เหมือนกับสุภาษิตไทยที่ว่า มาก่อน ย่อมได้ก่อนแต่การที่จะเพิ่มช่องทางหรือลูกค้าใหม่ๆ จะยากง่าย และมีหลักการเช่นไร โปรดติดตามตอนต่อไปนะครับ







Thursday, February 12, 2015

จุดแข็ง จุดขาย โดนใจ


จะเสนอขายสินค้าซักอย่าง มีรายละเอียดต้องนำเสนอเยอะแยะ ทำอย่างไรจึงจะดึงลูกค้าให้สนใจสินค้าเราได้ตลอดรอดฝั่ง จน รู้สึกอยากซื้อ  ยิ่งเป็นสินค้าที่ออกใหม่ไม่เคยมีในตลาดยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ยากกว่าสินค้าที่มีคนทำขายอยู่ก่อนแล้วด้วยซ้ำ  ลูกค้าอาจสนใจถ้า Feature หรือรูปลักษณ์แปลกจนน่าสงสัยว่าใช้ทำอะไรได้บ้าง  แต่เมื่อได้คำตอบว่าใช้ทำอะไรได้แล้ว  ก็คงหมดความสนใจ  นอกจากลูกค้าที่อยากรู้อยากเห็นมากอีกซักนิดอาจค้นหาต่อว่า มันแตกต่างจากของเดิมๆ ยี่ห้อเดิมๆที่เคยเห็น เคยใช้อยู่  อย่างไร 

ประเด็นนี้เองที่เป็นโอกาสที่ผู้นำเสนอต้องเตรียมตัวให้คำตอบให้ดี  ให้สั้น ให้กระชับ เรียกว่าเป็นจุดขาย และเป็นโอกาสชี้ให้เห็นความต่างของสินค้า ...พูดในหลักการเหมือนง่าย แต่ถ้าต้องทำจริงมันจะง่ายเหมือนที่พูดรึไม่???  คำตอบคือ มันก็ไม่ง่ายนะ แต่..มันก็ไม่ยาก  ถ้ารู้จักเตรียมตัว นี่แหละคือ   Pitching ..การเตรียมนำเสนอในระยะเวลาสั้นๆ  ...เตรียมตัว เตรียมข้อมูลอย่างไร  ...ลูกค้าต้องรับรู้... จุดแข็ง  จุดขาย และต้องโดนใจลูกค้า ในที่สุด

 ... F..A..B  ช่วยได้

      1. F.. Feature  การออกแบบตัวสินค้า รูปลักษณ์ ภายนอก สี ขนาด รูปทรง ...หน้าตาดี ย่อมดึงดูดคน
      2. A.. Advantage  ความโดเด่น ที่เหนือกว่าสินค้าเดิมๆที่มีอยู่ในท้องตลาด สามารถแก้ปัญหาจากการใช้สินค้าเดิมๆได้อย่างไร สามารถสร้างคุณประโยชน์เพิ่มขึ้นจากการใช้สินค้าเดิมรึไม่...ความสามารถดี ย่อมเป็นที่ต้องการ
      3. B.. Benefit  ประโยชน์ใช้สอย ( Functional Benefit)  รวมทั้งสร้างคุณค่าทางอารมณ์  คุณค่าทางสังคม ให้ผู้ใช้ ( Emotional and Social Benefit) เช่นความภูมิใจที่ได้เป็นเจ้าของ  แสดงออกถึงความมีอำนาจ  มีอิสระ  ปลอดภัย  เอกลักษณ์ ความเป็นตัวตน  lifestyle เป็นต้น

โปรดอย่าลืมว่า.... คุณค่าทางอารมณ์ เกิดจาก...ความรู้สึก ความเชื่อ ความชอบ ความอยาก
                        .... คุณค่าทางอารมณ์  จะก่อให้เกิด..ความฝัน และ สร้างจินตนาการ
                        .... เพื่อเกิด แรงจูงใจ และแรงบันดาลใจ     
                        .... แล้วจะเกิด แรงขับในการทำทุกสิ่งของมนุษย์ ถึงแม้จะ ไม่มีเหตุผล ก็ตาม

“....  อะไรก็ตาม ถ้าฝืนสิ่งเหล่านี้ มนุษย์ จะไม่ทำ ....”

Cr. Sara Naowaratt : เรียบเรียงจากการบรรยาย อ.พอพงษ์  เอียดละออง  กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม

Fanpage :สร้างสังคมผู้ประกอบการ

ใครคือผู้ประกอบการตัวจริง ?


พรรวี และ ขจีวรรณ เป็นวัยรุ่น 2 คน เกิดมีใจตรงกัน อยากใช้เวลาว่างระหว่างเรียนมหาวิทยาลัยให้เกิดประโยชน์ ตามความถนัดที่ตัวเองมี  พรรวี  ทำข้าวเหนียว-หมูปิ้ง ไปขายที่ตลาดนัด    พรรวี ได้ทำเลดีขายที่ตลาดลำลูกกา  ขจีวรรณ มีใจรักในเสียงเพลง เข้าร่วมชมรมดนตรีของมหาวิทยาลัย เพราะมีโอกาสฝึกซ้อมและได้เรียนการร้องเพลงกับครูดนตรีที่ชมรมจัดหามา  พรรวีขายดิบ ขายดี จนเป็นที่เลื่องลือ ลูกค้าติดใจรสชาติ และความเป็นกันเองของแม่ค้า   ทั้งๆที่ ต้องหยุดขายเป็นบางช่วงเพราะมีสอบกลางภาคบ้าง ปลายภาคบ้าง  ขจีวรรณ  ร่วมรับงานร้องเพลง และ เป็นนักร้องนำวงดนตรีของมหาวิทยาลัย  บางโอกาสรับจ้างเป็น ดีเจเปิดเพลงคาราโอเกะในงานสังสรรค์ต่างๆ เพราะรู้จักเพลงหลากหลายรูปแบบ และเก่งในการเลือกเพลงให้เหมาะกับกลุ่มวัยและความถนัดของลูกค้า นอกจากนี้ยังหมั่น เข้าประกวดแข่งขันร้องเพลงหลายเวทีเท่าที่จะทำได้ 


สองสาวไม่ต้องอาศัยเงินค่าเรียนจากทางบ้านเลย  สามารถจบปริญญาตรีได้อย่างภาคภูมิใจ  ในขณะที่ธุรกิจขายข้าวเหนียวหมูปิ้งของพรรวีก็เติบโต ปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น  พรรวีจ้างแม่บ้านในชุมชนมาเป็นคนเสียบหมูปิ้งเพิ่มขึ้น เพราะขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุดคือการเสียบไม้  ลงทุนซื้อเตาไฟฟ้าเพิ่ม จ้างคนปิ้งเพิ่มอีกหนึ่งคน คิดเมนูอาหารใหม่ๆ แต่ยังใช้วัตถุดิบหลักคือ สูตรหมูหมักเป็นตัวยืนแต่เพิ่มประเภทเนื้อสัตว์ที่หมักให้หลากหลายขึ้น พร้อมทั้งพัฒนาสูตรน้ำจิ้มและผักดองเพิ่มขึ้น   อีกทั้งชวนรำพึงพิศ ซึ่งเป็นรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยมาเป็นผู้ช่วย โดยสอนวิธีการทำ  และวิธีบริหาร จัดการ ธุรกิจเล็กๆนี้ด้วย ส่วนขจีวรรณ  เริ่มได้รับความนิยมมีแฟนเพลงมากมายหลังจากผ่านจากเวที The Voice  Thailand ในรอบก่อนชิงชนะเลิศ


เมื่อจบปริญญาตรี พรรวี  และ  ขจีวรรณ  เดินมาถึงทางแยกที่ต้องตัดสินใจว่าจะจัดการอย่างไรกับอนาคตของตัวเอง พรรวีจะยังคงรักษาธุรกิจของตัวเองต่อไปรึไม่  ส่วนขจีวรรณ จะเข้าสู่วงการธุรกิจบันเทิงต่อไปอย่างไร


ขจีวรรณ ทำตามอุดมการณ์ความหวังของพ่อแม่ และเป็นความตั้งใจขณะเรียนปริญญาตรีคือ จะกลับไปช่วยธุรกิจครอบครัว ที่จังหวัดสระบุรี     แต่ในขณะเดียวกันก็ยังรักษาความรักในเสียงเพลงโดยการลงทุนเปิดผับเล็กๆในบ้านเกิด ส่วนพรรวียอมรับว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมา เรียนไปด้วยขายหมูปิ้งไปด้วยนั้น เหนื่อยมาก แต่ก็สนุกและท้าทายได้ทำในสิ่งที่อยากทำ มีเงินสดผ่านมือทุกวัน สามารถบริหารจัดการธุรกิจเล็กๆนี้ รวมทั้งบริหารการเงินได้ด้วยตัวเอง อีกทั้งยังมองเห็นโอกาส และวาดฝันการเติบโตในโลกธุรกิจต่อไป จึงลงแรงลงทุนและลงเวลากับธุรกิจอย่างเต็มที่ เปลี่ยนกลุ่มลูกค้าจากการขายอาหารสดมาเป็นผลิตภัณฑ์อาหารที่ผ่านการถนอมอาหารโดยอาศัยเทคโนโลยีการผลิต บริหารจัดการตามหลักสุขอนามัย ตั้งแบรนด์ ติดโลโก้ ที่เป็นของตัวเอง ใฝ่หาเวทีประกวดเพื่อเดินตามเป้าหมายการเติบโตโดยอาศัยการ เทียบเคียง เกณฑ์ กติกา สู๋ความเป็นเลิศและสร้างการยอมรับจากลูกค้า


ทั้งๆที่มีเส้นทางเดินที่แตกต่างกัน  สองสาว ไม่ได้มีเพียงจุดเริ่มต้นที่เหมือนกันเพียงอย่างเดียว  แต่สิ่งสำคัญที่ทั้งสองคน   .”.มี “  และ สั่งสมได้ตลอดชีวิตคือ จิตวิญญาณของความเป็นผู้ประกอบการ” ..คือการทุ่มเทพลัง สติปัญญา ทำในสิ่งที่อยากทำจนสำเร็จ เป็นที่ยอมรับในสังคม 


...Passion..Power..Perfection...